<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[พระราชกรณียกิจ]]></title>
<link>https://www.queensirikit.th/th/content/category/index/id/27</link>
<atom:link href="https://www.queensirikit.th/th/content/category/index/id/27" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ]]></title>
<link>https://www.queensirikit.th/th/content/category/detail/id/27/iid/532472</link>
<guid isPermaLink="false">1a473af5b65e1c391f7a8215ace23424</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 20:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ทรงเชิดชูศิลปวัฒนธรรมไทย</p>

<p>กำเนิดไทยก็ยาวนานนับพันปี</p>

<p>สิ่งดีดีก็มากมายไทยมีอยู่</p>

<p>รอแต่คนค้นหามาเชิดชู</p>

<p>ให้โลกรู้ให้โลกเห็นความเป็นไทย</p>

<p>สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตระหนักดีว่าเมืองไทยนี้มีศิลปวัฒนธรรมอันดีงามมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ หากสมัยนี้ลูกหลานไทยสนใจแต่อารยธรรมสมัยใหม่ หรือวัฒนธรรมของชาติอื่น มิช้าอดีตที่ไทยเคยยิ่งใหญ่รุ่งเรืองไม่แพ้ชาติใด ๆ ก็คงจะลบเลือนหายไป ดังนั้นจึงทรงหยิบยกตัวอย่าง ของความเป็นไทยอันงดงามมาเชิดชูให้ปรากฏเพื่อเตือนตาเตือนใจไทยให้รำลึกไว้เสมอว่าคนไทยเรา มีฝีมือทุกด้านควรแก่การภาคภูมิใจ</p>

<p>เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๓ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีกำหนดการที่จะตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป และประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงพระราชดำริว่า แม้เราจะมีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมในการแต่งกายของเราเองอยู่แล้วแต่สตรีไทยก็ยังไม่มีเครื่องแต่งกายชุดประจำชาติ จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ผู้ที่เชี่ยวชาญในการออกแบบเครื่องแต่งกาย คิดปรับปรุงแบบเสื้อที่สตรีไทยแต่งกันมาแต่โบราณกาลให้ทันสมัย เพื่อทรงใช้เป็นชุดไทยประจำชาติในระหว่างที่เสด็จฯ ไปทรงเยือนต่างประเทศครั้งนั้น ผลก็คือไทยเราได้มีชุดไทยประจำชาติที่สง่างามและเหมาะสมไว้ใช้ในโอกาสต่าง ๆ มาจนทุกวันนี้ ซึ่งเรียกกันว่า &lsquo;ชุดไทยพระราชนิยม&rsquo;</p>

<p>ชุดไทยพระราชนิยม มีดังนี้</p>

<p>๑. ชุดไทยเรือนต้น สำหรับการใช้ลำลอง ไม่เป็นพิธีและต้องการความสบาย เช่น ไปงานกฐินต้น ไปเที่ยวเรือ ฯลฯ ลักษณะเป็นซิ่นป้าย เสื้อคอกลม แขนสามส่วนปลายแขนหลวมเล็กน้อย</p>

<p>๒. ชุดไทยจิตรลดา เป็นชุดไทยพิธีตอนกลางวัน ผ้าซิ่นป้ายเป็นผ้าไหมยกดอกมีเชิงหรือยกดอกทั้งตัว เสื้อแขนยาว ผ่าอก คอกลม มีขอบตั้ง</p>

<p>๓. ชุดไทยอมรินทร์ ใช้เป็นชุดพิธีตอนค่ำ ผ้าซิ่นยกทองทั้งตัว เสื้อแขนยาว คอตั้ง เช่นเดียวกับไทยจิตรลดา</p>

<p>๔. ชุดไทยบรมพิมาน เป็นชุดไทยในงานพิธีตอนค่ำที่ใช้เข็มขัดและเครื่องประดับ ผ้าซิ่นยกทองทั้งตัว จีบหน้านาง เสื้อคอกลมขอบตั้งเล็กน้อย แขนยาว และผ่าหลัง สำหรับใช้ในงานพระราชพิธีเต็มยศและประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์</p>

<p>๕. ชุดไทยจักรี เป็นชุดที่ใช้ผ้าซิ่นแบบเดียวกับไทยบรมพิมาน แต่เสื้อเป็นสไบเฉียง ใช้ในโอกาสงานพิธีกลางคืน</p>

<p>๖. ชุดไทยดุสิต ใช้ในงานพิธีเต็มยศกลางคืน ผ้าซิ่นเช่นเดียวกับไทยจักรีและไทยบรมพิมาน เสื้อคอกลมกว้างคล้ายคอกระเช้า แต่ไม่จีบรูด ไม่มีแขน ปักดิ้นเงินทอง ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์และสายสะพายได้อย่างงดงาม</p>

<p>๗. ชุดไทยศิวาลัย ชุดไทยแบบนี้ใช้ในงานพิธีเต็มยศ ทั้งกลางวันและกลางคืน เป็นแบบเดียวกับชุดไทยบรมพิมาน แต่มีผ้าสไบห่มทับ</p>

<p>๘. ชุดไทยจักรพรรดิ ใช้ในงานพิธีเต็มยศตอนกลางคืน ผ้าซิ่นเช่นเดียวกับชุดไทยจักรี ใช้สไบเฉียงเช่นเดียวกันแต่เป็นสไบจีบชั้นใน และห่มสไบปักทับเห็นรอยจีบเล็กน้อย</p>

<p>จะสังเกตว่า ชื่อชุดไทยต่างๆ เหล่านี้ เป็นชื่อเกี่ยวกับพระที่นั่งหรือพระตำหนัก ซึ่งมีความสอดคล้องกันกับโอกาสและความเหมาะสมในการใช้เครื่องแต่งกายชุดไทยด้วย</p>

<p>ปัจจุบันนี้ ชุดไทยประจำชาติได้เป็นที่นิยมในหมู่สตรีไทยและสังคมไทยทั่วไป ทั้งยังได้เผยแพร่ชื่อเสียงความงดงามด้วยศิลปะทั้งปวงไปยังนานาประเทศ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่บรรดาสตรีไทย ที่ได้พระราชทานแนวพระราชนิยมเป็นแบบแผนการแต่งกายประจำชาติสำหรับสตรีขึ้น เป็นการส่งเสริมเชิดชูศิลปวัฒนธรรมไทยตามลำดับยุคสมัย ที่จะต้องปรากฏต่อไปเป็นประวัติศาสตร์ของชาติสืบชั่วกาลนาน</p>

<p>ที่มา เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ <a href="https://www.royaloffice.th/?fbclid=IwcGRvZgFleHRuA2FlbQIxMABicmlkETF6TFZ1QUpUd1FkWm10Zkxpc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHp0vpoSpcuf8bMtr0cLkLDhViO0dPk-o7cCdB1_sv4gicxJkAQHh1R5Y1drA_aem_9NLjhZcSxds3CNJ-ChYbsQ" rel="nofollow noreferrer" role="link" tabindex="0" target="_blank">https://www.royaloffice.th/</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.queensirikit.th/th/file/get/file/202608174306e41a91014db81c3a80fd6c109869201327.jpg' type='image/jpg' length='62219' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[การเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎร : ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ]]></title>
<link>https://www.queensirikit.th/th/content/category/detail/id/27/iid/480686</link>
<guid isPermaLink="false">cfa0a77df0c378ea2c6d75526f13518e</guid>
<pubDate>Fri, 27 Feb 2026 13:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>พระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติเป็นลำดับแรก ภายหลังจากที่ได้รับการสถาปนาเป็น &ldquo;สมเด็จพระบรมราชินี&rdquo; คือ การโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปในการเยี่ยมเยียนราษฎรในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย</p>

<p>ทั้งนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคแรกที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ เยือน ระหว่างวันที่ ๒&ndash;๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยเริ่มต้นการเสด็จฯ ด้วยรถไฟขบวนพิเศษ ออกจากสถานีจิตรลดา เวลา ๐๗.๔๐ น. จากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดนครราชสีมา ก่อนเปลี่ยนพระราชพาหนะเป็นรถยนต์พระที่นั่ง เพื่อเสด็จฯ ต่อไปยังจังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น เลย อุดรธานี หนองคาย สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์</p>

<p>การเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรของทั้งสองพระองค์ นับเป็นการประกอบพระราชกรณียกิจที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ด้วยทั้งสองพระองค์ทรงทุ่มเทกำลังพระราชหฤทัยและกำลังพระวรกายในการเยี่ยมเยียนราษฎรด้วยพระวิริยอุตสาหะ ดังที่ท่านผู้หญิงสมสุข ศรีวิศาลวาจา ได้เล่าถึงบรรยากาศเมื่อหลายสิบปีก่อนว่า</p>

<p>&ldquo;.....เรื่องความวิริยะอุตสาหะของพระองค์ท่าน พวกเราข้าราชบริพารต้องยอมแพ้เลย ส่วนใหญ่เวลาเสด็จฯ จะไปในที่ทุรกันดารทั้งนั้น ทั้งไกล ทั้งลำบาก แต่ก็ทรงมุ่งมั่นที่จะเสด็จฯ ไป ไม่ว่าจะต้องเสด็จฯ ทางรถไฟ รถยนต์ เครื่องบิน เรือพาย เรือยนต์ ทรงช้าง ทรงม้า ทรงพร้อมเสมอ แต่ส่วนใหญ่จะประทับรถจิ๊ป ถนนก็ยังไม่ได้ลาดยาง บางทีต้องลุยลงไปในน้ำแล้วปีนขึ้นตลิ่ง.....&rdquo;</p>

<p>จากหนังสือ ด้วยพลังแห่งรัก</p>

<p>โดยกองราชเลขานุการในพระองค์</p>

<p>สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.queensirikit.th/th/file/get/file/20260227feecfb2f110ddc7a28937bfd76382fac133519.jpg' type='image/jpg' length='68652' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พระราชดำริ “ธนาคารสมอง” คลังปัญญาของชาติจากผู้ทรงคุณวุฒิหลังเกษียณ]]></title>
<link>https://www.queensirikit.th/th/content/category/detail/id/27/iid/480683</link>
<guid isPermaLink="false">9633b21c38e47dda5faa9dda5d10bc95</guid>
<pubDate>Fri, 27 Feb 2026 13:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>สืบเนื่องจากพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานในที่ประชุมมหาสมาคม ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ เนื่องในโอกาสมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งมีพระราชดำริเกี่ยวกับเรื่อง &ldquo;ธนาคารสมอง&rdquo; โดยทรงเล็งเห็นถึงการนำผู้ที่เกษียณอายุแล้ว แต่ยังมีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ มาร่วมช่วยงานด้านต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ<br />
<br />
คณะรัฐมนตรีได้สนองพระราชดำริดังกล่าว โดยมีมติเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ มอบหมายให้ทุกกระทรวงสำรวจทรัพยากรบุคคลที่พ้นจากตำแหน่งด้วยการลาออกหรือเกษียณอายุ แต่ยังมีสุขภาพแข็งแรง มีความรู้ความสามารถด้านการประดิษฐ์ คิดค้น การวิจัย หรือการพัฒนาประเทศ และมีความพร้อมรวมถึงสมัครใจเข้าร่วมเป็นวุฒิอาสาธนาคารสมอง<br />
<br />
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยทะเบียนกลางของธนาคารสมอง โดยมีภารกิจในการรวบรวมข้อมูล จัดทำบัญชีหรือทำเนียบผู้ทรงคุณวุฒิ จำแนกตามสาขาความเชี่ยวชาญ และประสานเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อให้วุฒิอาสาธนาคารสมองสามารถเข้ามามีส่วนร่วมช่วยงานที่สอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงานและชุมชน ตลอดจนร่วมพัฒนาประเทศ<br />
<br />
ธนาคารสมองจึงเป็นศูนย์รวมผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาอาชีพที่เกษียณอายุแล้ว ทั้งจากภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน รวมถึงผู้ทรงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีความพร้อมและสมัครใจทำหน้าที่เป็นคลังปัญญาของประเทศ โดยนำความรู้และประสบการณ์มาร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาด้านต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.queensirikit.th/th/file/get/file/2026022719370a362250927129e6c9299124de48133338.jpg' type='image/jpg' length='58482' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปลูกอาหารในป่า แก้ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ จากพระราชดำริสู่การฟื้นฟูระบบนิเวศ]]></title>
<link>https://www.queensirikit.th/th/content/category/detail/id/27/iid/480681</link>
<guid isPermaLink="false">ca6439f9290cd2ae6542c7b524c174e9</guid>
<pubDate>Fri, 27 Feb 2026 13:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เมื่อพุทธศักราช ๒๕๔๔ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้มีพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการอนุรักษ์ป่าไม้และช้างป่า โดยหาแนวทางแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเบื้องต้นและระยะยาว ด้วยการปลูกพืชเพื่อเพิ่มแหล่งอาหารให้แก่ช้างป่า เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างออกหากินและทำลายพื้นที่ทำกินของราษฎร</p>

<p>กรมป่าไม้ได้ดำเนินโครงการฟื้นฟูแหล่งอาหารช้างในพื้นที่ป่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ และอุทยานแห่งชาติทับลาน อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา จากการสำรวจพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีแหล่งอาหารตามธรรมชาติของสัตว์ป่า ทั้งดินโป่ง ทุ่งหญ้า และแหล่งน้ำ จึงได้จัดทำแผนที่จำลองสภาพพื้นที่ พร้อมระบุพิกัดที่ตั้งของแหล่งอาหารและแหล่งน้ำ จัดทำโป่งเทียมบริเวณใกล้แหล่งน้ำจำนวน ๔๐ แห่ง รวมทั้งจัดทำทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ โดยปลูกพืชอาหารช้างในพื้นที่โครงการซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม</p>

<p>โครงการดังกล่าวส่งผลให้ช้างป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่และอุทยานแห่งชาติทับลานมีแหล่งอาหารและแหล่งน้ำเพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ช้างป่าไม่ออกจากพื้นที่ป่าไปบุกรุกและทำลายพืชสวนไร่นาของราษฎร อันอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อช้างป่า นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่า และฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับคืนสู่ความสมดุลอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.queensirikit.th/th/file/get/file/20260227d6b57fcf82e6f47babc33790597ff5b7133158.jpg' type='image/jpg' length='74155' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[โครงการน้ำพระทัยสู่สามจังหวัดภาคใต้]]></title>
<link>https://www.queensirikit.th/th/content/category/detail/id/27/iid/480675</link>
<guid isPermaLink="false">dfe2a092b4317b7e179a35499e70f033</guid>
<pubDate>Fri, 27 Feb 2026 13:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ ทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ พระองค์ทรงทราบถึงสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งส่งผลให้ชาวสวนในพื้นที่ไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ ผลไม้จำนวนมากเน่าเสีย ก่อให้เกิดความเดือดร้อนอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นรายได้หลักในการดำรงชีพของชาวสวนหลายราย โดยเฉพาะชาวสวนลองกองซึ่งอยู่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว</p>

<p>พระองค์ทรงหาทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาในทันที โดยมีพระราชเสาวนีย์ให้ข้าราชบริพารออกไปซื้อลองกองจากสวนของชาวบ้านโดยตรง พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทหารและหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ ทั้งนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รับซื้อลองกองในราคาเดียวกับลองกองคุณภาพดี ทำให้ชาวสวนเกิดความยินดีและตั้งใจคัดเลือกผลผลิตที่มีคุณภาพมาจำหน่าย</p>

<p>ต่อมา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันสนับสนุนโดยรับซื้อลองกองเพื่อนำมาจำหน่ายในกรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการเฉพาะกิจชื่อว่า &ldquo;โครงการน้ำพระทัยสู่สามจังหวัดภาคใต้&rdquo; โดยได้รับความร่วมมือจากสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ ในการประชาสัมพันธ์ ส่งผลให้ลองกองจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จำหน่ายหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว นับเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวสวนลองกองได้อย่างทันท่วงที</p>

<p>ที่มา: หนังสือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถกับงานสิทธิมนุษยชน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.queensirikit.th/th/file/get/file/202602276ff53c1f4d94c60ba10b0b175718e8d7132636.jpg' type='image/jpg' length='72344' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคง]]></title>
<link>https://www.queensirikit.th/th/content/category/detail/id/27/iid/477296</link>
<guid isPermaLink="false">5cb1034ddb1cd511dee0f896ec0fc527</guid>
<pubDate>Wed, 18 Feb 2026 05:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ</p>

<p>พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงดำเนินตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ อย่างต่อเนื่อง ด้วยพระอุตสาหะโดยมิย่อท้อแต่ประการใด ทรงมุ่งมั่นให้พสกนิกรชาวไทยได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน ดังพระราชดำรัส เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๐ ว่า</p>

<p>&ldquo;ความมุ่งหวังในการพัฒนาประเทศ ไม่ควรมุ่งหมายแต่เพียงการอยู่ดีกินดีเฉพาะในพระนครเท่านั้น บ้านเมืองเราจะเจริญก้าวหน้าได้ ก็ต่อเมื่อทุกครอบครัวทั่วประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นลำดับ...&rdquo;</p>

<p>ครั้งนั้น พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดทำ โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคง ในพื้นที่ดอยยาว ดอยผาหม่น ดอยผาจิ และบ้านร่มฟ้าทอง จังหวัดเชียงราย รวมถึงโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในพื้นที่ภูขัด ภูเมี่ยง ภูสอยดาว จังหวัดพิษณุโลก และโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของราษฎรในพื้นที่สูงทางภาคเหนือของประเทศไทย ที่ประสบปัญหาขาดแคลนพื้นที่ทำกินและองค์ความรู้ด้านการเกษตร ส่งผลให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไม่เหมาะสม และเกิดการบุกรุกพื้นที่ป่าธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น</p>

<p>โครงการดังกล่าวจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรให้แก่ราษฎร เพื่อให้สามารถปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่อยู่อาศัยและการดำรงชีพ โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้จากการเป็นแรงงานของโครงการ จนสามารถพึ่งพาตนเองได้ พร้อมทั้งเรียนรู้การอยู่ร่วมกับป่า การฟื้นฟู และการป้องกันรักษาทรัพยากรป่าไม้ มิให้เกิดการทำลายป่าอีกต่อไป</p>

<p>ปัจจุบัน สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ได้จัดตั้งกระจายอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือจำนวน ๑๘ แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ ๖ จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน พิษณุโลก และกำแพงเพชร</p>

<p>กองทัพบกได้รับมอบหมายให้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในถิ่นฐานของตนอย่างสมดุลและเกิดประโยชน์สูงสุด อันนำไปสู่ความผาสุก ความมั่นคงในการดำรงชีวิต สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างพอเพียง และเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงของชาติในอนาคต</p>

<p>ที่มา: หนังสือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถกับงานสิทธิมนุษยชน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.queensirikit.th/th/file/get/file/202602184e4f5cfc7dbc1a9abf20fc86947f81a3054221.jpg' type='image/jpg' length='66165' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[น้ำผึ้งโครงการพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง]]></title>
<link>https://www.queensirikit.th/th/content/category/detail/id/27/iid/475850</link>
<guid isPermaLink="false">b5c7466a1c7ec2d973503fb31f24782c</guid>
<pubDate>Thu, 12 Feb 2026 19:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>โครงการน้ำผึ้งเป็นส่วนหนึ่งในหลายสิบโครงการของโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบาศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โครงการเกี่ยวกับน้ำผึ้งได้เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้คนไทยรู้จักบริโภคน้ำผึ้งแท้บริสุทธิ์จากเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งโดยตรง ดังนั้น โครงการนี้จึงรับซื้อน้ำผึ้งแท้จากเกษตรกร นำมากรองให้สะอาดและบรรจุขวดเพื่อจัดจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไปในราคาถูก แต่มีคุณภาพได้มาตรฐานในระดับสากลหรือมาตรฐานองค์การอาหารโลก</p>

<p>นอกจากนี้ ยังมีโครงการแปรรูปน้ำผึ้งร่วมกับน้ำผลไม้และเห็ดหลินจือ ทำเป็นเครื่องดื่มบรรจุกระป๋องขนาดเล็ก และยังมีโครงการเทียนหลวง ซึ่งนำไขผึ้งจากเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งมาแปรรูปเป็นเทียนหลวงใช้ในงานพระราชพิธีต่าง ๆ โดยโรงเทียนหลวงใช้ไขผึ้งแท้บริสุทธิ์จากผึ้งโพรงและผึ้งพันธุ์ที่เลี้ยงจากเกษตรกรโดยตรง</p>

<p>ที่สำคัญที่สุด ยังมีโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีพระราชประสงค์จะปรับปรุงรายได้ของครอบครัวชาวชนบท ด้วยการริเริ่มโครงการตามพระราชดำริต่าง ๆ เช่น การเลี้ยงผึ้ง การเพาะเลี้ยงปลา และการเลี้ยงไก่ สืบเนื่องมาจากพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน จึงได้มีการดำเนินโครงการ &ldquo;การอนุรักษ์ผึ้งป่าบนยอดดอย&rdquo; ภายใต้ความร่วมมือของกองทัพบกและกรมป่าไม้ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่ออบรมนักตีผึ้งพื้นเมืองให้มีความรู้เกี่ยวกับผึ้ง การเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งเชิงอนุรักษ์ ตลอดจนบทบาทของผึ้งต่อระบบนิเวศและป่าไม้</p>

<p>ที่มา: วารสารราชบัณฑิตยสถาน ฉบับเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา ๗๒ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.queensirikit.th/th/file/get/file/20260212d52f4ca76d26d7eef4bfd73b53d67ec6192407.jpg' type='image/jpg' length='87728' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อนุรักษ์มรดกพรรณไม้ไทยอย่างยั่งยืน “คืนชีวิตกล้วยไม้ไทยสู่ไพรพฤกษ์”]]></title>
<link>https://www.queensirikit.th/th/content/category/detail/id/27/iid/475849</link>
<guid isPermaLink="false">e393b8519155c43691f0633003e79be0</guid>
<pubDate>Thu, 12 Feb 2026 19:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพระพันปีหลวง เกิดจากสายพระเนตรอันยาวไกลด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การก่อตั้งศูนย์กลางการขยายพันธุ์และอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้ไทย</p>

<p>&ldquo;กล้วยไม้ไทย&rdquo; เป็นกล้วยไม้ป่าหรือพรรณไม้พื้นเมืองของไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมรดกทางธรรมชาติที่ล้ำค่าอย่างยิ่งของประเทศ และเป็นพรรณไม้หายากที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพระพันปีหลวงทรงโปรดเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกล้วยไม้ไทยหลายชนิดมีจำนวนลดลงอย่างมาก และเริ่มสูญหายไปจากแหล่งกำเนิด จนมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์</p>

<p>สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยต่อการสูญพันธุ์ของกล้วยไม้ไทย เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงานกล้วยไม้เอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ ๔ ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ ระหว่างการทอดพระเนตรนิทรรศการและการประกวดกล้วยไม้ ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับกล้วยไม้ไทยไว้ว่า</p>

<p>&ldquo;&hellip;กล้วยไม้ไทยมีความงามมากและมีกลิ่นหอมมาก ซึ่งนับวันจะหาดูได้ยากและใกล้สูญพันธุ์ไปทุกขณะ ขอให้ช่วยกันหาทางรวบรวมและอนุรักษ์ไว้ พร้อมกับการขยายพันธุ์ให้มีปริมาณมากพอที่จะคืนสู่ป่าธรรมชาติได้&hellip;&rdquo;</p>

<p>จากพระราชดำรัสดังกล่าว กองทัพบก กรมป่าไม้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และองค์กรเอกชน จึงได้ร่วมกันจัดตั้งโครงการ คืนชีวิตกล้วยไม้ไทยสู่ไพรพฤกษ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อสนองพระราชดำรัส โดยมีมหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นศูนย์กลางในการดำเนินงานด้านการศึกษา รวบรวม ขยายพันธุ์ และอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่า และร่วมรับผิดชอบในการอนุรักษ์มรดกแห่งชาติ ตลอดจนสร้างคุณค่าให้ผืนป่าเป็นแหล่งศึกษาด้านธรรมชาติวิทยา</p>

<p>ปัจจุบัน นับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการจนถึงปัจจุบัน ได้มีการนำกล้วยไม้คืนสู่ผืนป่าแล้วกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ต้น ครอบคลุม ๒๕ สกุล ๖๐ ชนิด และยังเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ โครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการขยายพันธุ์กล้วยไม้ไทยหายากเพื่อการอนุรักษ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการขยายพันธุ์กล้วยไม้สกุลสำเภางาม เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.queensirikit.th/th/file/get/file/202602127217202d699981e276ff4d531bb38c19192243.jpg' type='image/jpg' length='66920' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชปณิธานแห่งความรักในรากเหง้าวัฒนธรรมไทย]]></title>
<link>https://www.queensirikit.th/th/content/category/detail/id/27/iid/475848</link>
<guid isPermaLink="false">7b3afb3575d680dc869854411e95149f</guid>
<pubDate>Thu, 12 Feb 2026 19:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;ภูมิปัญญาท้องถิ่นอันล้ำค่า&rdquo; ควรค่าแก่การสืบสานงานศิลป์</p>

<p>ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสืบต่อไป</p>

<p>&ldquo;ภูมิปัญญาท้องถิ่นอันล้ำค่า&rdquo; อาทิ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการทอผ้าไหมด้วยมือ ซึ่งผ้าแต่ละผืนมีลวดลายเฉพาะถิ่น สะท้อนเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยอย่างงดงาม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงมีพระราชดำริให้ส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาเหล่านี้ไว้ เพื่อให้เป็นทั้งอาชีพเสริมสร้างรายได้แก่ประชาชน และเป็นการธำรงรักษาวัฒนธรรมไทยมิให้สูญหาย</p>

<p>ซึ่งถือเป็น &ldquo;พระราชปณิธานแห่งความรักในรากเหง้าวัฒนธรรมไทย&rdquo; เนื่องจากเป็นภูมิปัญญาแท้จริงของชาวบ้าน ที่สั่งสมกรรมวิธีการผลิตจากรุ่นสู่รุ่น นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นมา เพื่อสืบสานงานศิลป์ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสืบไป พระองค์จึงทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นในการอนุรักษ์และพัฒนาผ้าทอพื้นบ้านประเภทต่าง ๆ ของไทย ให้กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง จากที่เคยเกือบจะสูญหายไปจากสังคมไทย</p>

<p>ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงได้รับการถวายพระสมัญญานามว่า</p>

<p>&ldquo;พระมารดาแห่งไหมไทย ต้นแบบแห่งการสืบสานงานศิลป์คู่แผ่นดิน&rdquo;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.queensirikit.th/th/file/get/file/20260212e7c5b7f9670724f55b41453e68ff196b192021.jpg' type='image/jpg' length='70076' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ต้นประชาธิปไตย เริ่มจากรากคุณภาพชีวิตของประชาชน พระราชกรณียกิจการส่งเสริมความเป็นพลเมืองในวิถีประชาธิปไตย]]></title>
<link>https://www.queensirikit.th/th/content/category/detail/id/27/iid/474515</link>
<guid isPermaLink="false">16ffcbf613d074e08737c50a796a5193</guid>
<pubDate>Mon, 09 Feb 2026 09:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;พลเมือง&rdquo; คือพลังสำคัญของประเทศชาติ ดังนั้น การยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรจึงเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้แก่ประเทศ เพราะในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนคือผู้มีอำนาจสูงสุด</p>

<p>สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมุ่งส่งเสริมให้ราษฎรมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม พระองค์ทรงตระหนักอยู่เสมอว่า การกระทำใด ๆ ของแต่ละคนย่อมส่งผลต่อส่วนรวม ในฐานะพลเมืองจึงควรมี &ldquo;ความเสียสละ&rdquo; อันเป็นหัวใจของการเป็นพลเมืองในวิถีประชาธิปไตย</p>

<p>ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่นี้ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างอันประจักษ์แห่งความเสียสละ ทรงสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง ก่อให้เกิดโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรจำนวนมาก ดังเช่น &ldquo;โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่&rdquo; ซึ่งพระองค์เคยมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับโครงการนี้ ความว่า</p>

<p>&ldquo;...ข้าพเจ้าอยากจะเล่าถึงเมื่อที่ข้าพเจ้าไปภาคเหนือคราวที่แล้ว ก็ไปจัดตั้งโครงการหมู่บ้านบ้านเล็กในป่าใหญ่ เพราะได้ไปเห็นว่าชาวไทยภูเขาตามพื้นที่ชายแดนต่าง ๆ โดยมากมักจะไม่มีที่ทำกิน หรือไม่มีบ้านพัก ต้องเตร็ดเตร่ไปเรื่อย ๆ ข้าพเจ้าจึงขออนุญาตจากกรมป่าไม้ นำพื้นที่ซึ่งเรียกว่าป่า แต่ถูกตัดจนไม่เหลือสภาพป่าแล้ว มาจัดตั้งเป็นหมู่บ้านโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่</p>

<p>เช่น ที่ดอยผ้าห่มปก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และรับชาวเขาเผ่าต่าง ๆ เข้ามาอยู่อาศัย พร้อมทั้งสอนวิธีดำเนินชีวิต ให้เป็นสมาชิกศิลปาชีพ และในที่สุดให้เป็นผู้ดูแลป่าไม้ เป็นหูเป็นตาให้บ้านเมือง การตั้งหมู่บ้านลักษณะนี้ บางครั้งยังช่วยขัดขวางเส้นทางการค้ายาเสพติดได้อีกด้วย</p>

<p>...เมื่อเขาอยู่เป็นหลักแหล่ง ดูแลป่าไม้ ก็ไม่ไปแย่งพื้นที่ทำกินของชาวพื้นราบ ต่างอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดยชาวไทยภูเขาที่สมัครเข้าร่วมโครงการจะต้องให้คำมั่นว่าจะเลิกตัดไม้ทำลายป่า เลิกการล่าสัตว์ และกรมป่าไม้จะจัดสรรที่ดินที่ไม่ใช่ป่าแล้วให้ครอบครัวละ ๒ ไร่ พร้อมทั้งมีนักเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนักวิชาการเกษตรจากกรมวิชาการเกษตรเข้าไปช่วยแนะนำ ทดลองปลูกพืชผักผลไม้เมืองหนาว และเลี้ยงสัตว์ที่ทนต่ออากาศหนาวเย็นได้...&rdquo;</p>

<p>โครงการดังกล่าวทำให้ชาวไทยภูเขาตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวม สามารถพึ่งพาตนเองได้จากการมีที่อยู่อาศัยและอาชีพสุจริตผ่านการเป็นสมาชิกศิลปาชีพ อีกทั้งยังสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้วยการหยุดตัดไม้ทำลายป่า</p>

<p>พระองค์ทรงนำผู้คนชายขอบกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย ผ่านการสร้างประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีบทบาท และมีความรับผิดชอบต่อสังคม สามารถพึ่งพาตนเอง และเป็นพลังสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.queensirikit.th/th/file/get/file/202602091adcc1c658d8d02a92773449988df0d9095442.jpg' type='image/jpg' length='83812' />
</item>
</channel>
</rss>
