ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2503 การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรปของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นำมาสู่คำถามสำคัญว่า หากสตรีไทยจะเป็นตัวแทนของชาติ ควรมีเครื่องแต่งกายที่บอกเล่าความเป็นไทยอย่างไร
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญศึกษาการแต่งกายของสตรีไทยในราชสำนัก และนำรูปแบบดั้งเดิมมาประยุกต์เข้ากับวิธีการตัดเย็บสมัยใหม่ จนเกิดเป็น “ชุดไทยพระราชนิยม” 8 แบบ ซึ่งมิได้มุ่งเพียงความงดงาม หากยังสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยและเหมาะสมกับการใช้งานในยุคสมัยนั้น
ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี ชุดไทยได้พัฒนาจากฉลองพระองค์ที่ทรงในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ สู่เครื่องแต่งกายที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยของสตรีไทย และกลายเป็นภาพจำของความเป็นไทยที่ได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก
ปัจจุบัน เส้นทางของชุดไทยในฐานะตัวแทนของชาติกำลังก้าวต่อไปสู่การได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2567 เสนอ “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” เข้าสู่กระบวนการขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อ UNESCO โดยมีชื่อรายการภาษาอังกฤษว่า Chud Thai: knowledge, craftsmanship and practices of the Thai national costume และอยู่ระหว่างการพิจารณาในรอบปี 2569
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีบทบาทสำคัญในการสืบสานและนำเสนอชุดไทยสู่บริบทร่วมสมัยและเวทีนานาชาติ ทรงพระวิริยะอุตสาหะในการศึกษา ต่อยอดองค์ความรู้ และประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับยุคสมัย เพื่อสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต ตลอดจนเผยแพร่เรื่องราวของชุดไทยให้เป็นที่เข้าใจในระดับนานาชาติ
การเดินทางของชุดไทยสู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ UNESCO หากได้รับการขึ้นทะเบียน สิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับจึงมิใช่เพียงความภาคภูมิใจ หากยังเป็นโอกาสสำคัญในการอนุรักษ์องค์ความรู้ งานช่างฝีมือ และการสืบทอดวัฒนธรรม เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จัก เข้าใจ และภาคภูมิใจในความเป็นไทยสืบไป