วันนี้ (วันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569) เวลา 14.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธียกเสาพระเมรุมาศ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ท้องสนามหลวง
ในการนี้ มีท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ข้าราชการกรมศิลปากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าฯ รับเสด็จ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลรายงาน จากนั้นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปยังมณฑลพิธีบวงสรวง ทรงจุดเทียนทอง เทียนเงิน และธูป ทรงปักธูปหางที่เครื่องบวงสรวง และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย โดยพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ อ่านโองการบวงสรวงเทพยดา และดวงพระวิญญาณสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ในการก่อสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ
เมื่อเสร็จสิ้นการอ่านโองการบวงสรวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ หลั่งน้ำเทพมนตร์ เจิมและวางใบมะตูมที่เสาพระเมรุมาศ จากนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ปิดทองและผูกผ้าสีชมพูที่เสาพระเมรุมาศ
ต่อมา เสด็จฯ ไปยังมณฑลพิธียกเสาพระเมรุมาศ ทรงถือสายสูตรยกเสาพระเมรุมาศขึ้นตั้ง ทรงโปรยข้าวตอกดอกไม้ที่โต๊ะบวงสรวง แล้วเสด็จเข้าพลับพลาพิธี ทอดพระเนตรการรำบวงสรวง และการบรรเลงเพลงช้า–เพลงเร็ว จากนั้นเสด็จฯ ไปทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ประทับพระราชอาสน์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา
จากนั้น เสด็จฯ ไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงลาพระสงฆ์ แล้วเสด็จออกจากพลับพลาพิธี และเสด็จพระราชดำเนินกลับ
สำหรับเสาที่ประกอบพิธีในครั้งนี้ เป็นเสาบริเวณมุมอาคารทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้โครงสร้างเสาเหล็กถัก ยกด้วยเครน 2 ตัว ให้ได้ระดับ ก่อนขันน็อตยึดกับฐานราก และขึงสลิงเพื่อความมั่นคง ภายหลังเสร็จพิธี กรมศิลปากรจะดำเนินการยกเสาโดยเวียนประทักษิณ (เวียนขวา) จนครบทั้ง 4 มุม เริ่มจากทิศตะวันออกเฉียงใต้เป็นต้นไปตามเข็มนาฬิกา
ภายหลังจากการยกเสาครบทั้ง 4 ต้น จะเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้งโครงสร้างเครื่องยอด และส่วนประกอบอื่น ๆ ของพระเมรุมาศ ขณะเดียวกัน สถาปนิก วิศวกร และช่างศิลปกรรม จะดำเนินงาน “การขยายแบบ” ซึ่งเป็นการเขียนแบบขนาดเท่าจริงในทุกองค์ประกอบ โดยเฉพาะลวดลายทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม โดยได้จัดสร้างโรงขยายแบบ ณ ท้องสนามหลวง เพื่อรองรับงานดังกล่าว ซึ่งจะดำเนินควบคู่กับการก่อสร้างจนแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569
ทั้งนี้ การออกแบบโครงสร้างและการเลือกใช้วัสดุในการก่อสร้างพระเมรุมาศ ยึดแนวคิด “สถาปัตยกรรมชั่วคราว” ที่คำนึงถึงความแข็งแรง ปลอดภัย ตามหลักวิศวกรรม ควบคู่กับความรวดเร็วในการก่อสร้าง ความสะดวกในการติดตั้ง การรื้อถอน และการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่
กรมศิลปากรได้น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากการออกแบบพระเมรุ ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อปี 2551 ซึ่งทรงมีพระราชดำริให้ลดการใช้ไม้ เนื่องจากเป็นทรัพยากรที่หาได้ยาก และส่งเสริมการใช้วัสดุสมัยใหม่ที่มีความแข็งแรง สามารถรื้อถอนและนำกลับมาใช้ใหม่ได้
ด้วยเหตุนี้ จึงเลือกใช้โครงสร้างเหล็กทดแทนไม้ และใช้วัสดุสังเคราะห์ในการผลิตองค์ประกอบตกแต่งทางสถาปัตยกรรม เช่น ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ กระจัง เฟื่อง และลวดลายประดับต่าง ๆ โดยยังคงความงดงามถูกต้องตามแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ควบคู่กับความมั่นคง แข็งแรง และความปลอดภัยตามหลักวิศวกรรมสมัยใหม่